ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน


                    ความสัมพันธ์กับสุโขทัยและล้านนา

                     ความสัมพันธ์ที่อยุธยามีต่อสุโขทัยและล้านนา   ซึ่งเป็นอาณาจักรคนไทยด้วยกัน  ขึ้นอยู่กับนโยบายและพระปรีชาสามารถของกษัตริย์แต่ละรัชกาลเป็นสำคัญ  

                    ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1  (ขุนหลวงพะงั่ว)   ทรงมีนโยบายที่จะรวบรวมอาณาจักรสุโขทัยให้อยู่ในอำนาจอยุธยาให้จงได้  จึงยกทัพไปรุกรานสุโขทัยถึง  5   ครั้ง  เริ่มตั้งแต่  พ.ศ. 1914 เป็นต้นมา  ในทีสุดก็ดีเมืองชากังราวของสุโขทัยได้สำเร็จใน พ.ศ. 1921  เป็นผลให้สุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอยุธยาอยู่  10  ปี

                   พ.ศ. 1962   สุโขทัยเกิดจลาจลชิงราชสมบัติกัน  สมเด็จพระอินทราชา (เจ้านครอินทร์)  แห่งกรุงศรีอยุธยา  เสด็จไประงับการจลาจล  และได้ทรงขอพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสยลือไทย) อภิเษกสมรสกับเจ้าสามพระยา  พระราชโอรสของพระองค์  นับเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างเครือญาติโดยการอภิเษกสมรสในระหว่างราชวงศ์ของทั้งสองอาณาจักร  จนถึงสิ้นรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล)   ของสุโขทัย  สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2  (เจ้าสามพระยา)  จึงส่งให้พระราเมศวรพระราชโอรส  ซี่งมีพระราชชนนีเป็นพระราชธิดาพระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสยลือไทย)  แห่งกรุงสุโขทัยขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก  เมื่อ พ.ศ. 1981  และผนวกสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนี่งของอาณาจักรอยุธยาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                 สำหรับล้านนา (เชียงใหม่)  สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1  (ขุนหลวงพะงั่ว)   ยกทัพไปตีเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1921  แต่ไม่สำเร็จ จนถึง  พ.ศ. 1935  ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร  จึงสามารถตีล้านนาได้

                 ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  อยุธยากับล้านนาทำสงครามกันหลายครั้ง   แต่ไม่แพ้ชนะกันโดยเด็ดขาด  ต่อมาใน พ.ศ. 2065   ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐาธิราช)  อยุธยาได้ขอทำไมตรีกับล้านนา

                  ครั้นถึงสมัยพระไชยราชาธิราช  ล้านนาตกเป็นประเทศราชของยุธยา  ระยะนี้ไทยเริ่มทำสงครามกับพม่า  อันเป็นสงครามที่ยึดเยื้อต่อมาถึง  300  ปี  และเนื่องจากล้านนาอยู่กึ่งกลางระหว่างอยุธยากับพม่าประกอบกับล้านนาไม่มีกำลังพอที่จะรักษาเอกราชของตนไว้ได้   จึงตกเป็นเมืองขึ้นของไทยและพม่าสลับกันไปมาสุดแต่ว่าฝ่ายใดจะมีอำนาจขึ้น  ครั้งสุดท้ายพม่าตีล้านนาได้ใน พ.ศ. 2306   และใช้เป็นฐานกำลังยกมาตีกรุงศรีอยุธยา  ทำให้ไทยเสียกรุงศรีอยะยาครั้งที่ 2   ใน พ.ศ. 2310

                                                                           



                 ความสัมพันธ์กับจีน

                 ไทยมีความสัมพันธ์กับจีนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย  เมื่อสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง  พระมหากษัตริย์และเจ้านายสมัยอยุธยาได้เจริญไมตรีกับจีนสืบต่อมา      นโยบายการเมืองระหว่างประเทศทีอยุธยามีต่อจีนนั้นมีลักษณะในทางให้จีนยอมรับสถานภาพโดยการส่งเครื่องบรรณาการเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัย  และประโยชน์ทางการค้า  เนื่องด้วยจีนไม่ยอมติดต่อค้าขายกับประเทศที่ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อจีน  เมื่อทูตของประเทศที่จีนถือว่าอยู่ในอารักขาไปติดต่อด้วย  จะได้รับการต้องรับและได้สิทธิทางการค้า  และเมื่อมีปัญหาทางการเมืองก็พึ่งจีนได้ด้วย

                 ความสัมพันธ์กับเขมร

                 เมื่อพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี  เป็นช่วงที่เขมร (ขอม)  เสื่อมอำนาจแล้วระยะแรกเขมรและกรุงศรีอยุธยาเป็นไมตรีกัน  ต่อมาเขมรตัดไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาหันไปมีไมตรีกับสุโขทัยแทน พระเจ้าอู่ทองเห็นว่า  ขอมแปรพักตร์   จึงโปรดยกกองทัพไปตีจนเป็นผลสำเร็จใน พ.ศ. 1896  เขมรจึงตกเป็นประเทศของไทยตั้งแต่ครั้งนั้น  แต่ฐานะประเทศของเขมรไม่เป็นการถาวร  เพราะเขมรพยายามตั้งตนเป็นอิสระอยู่เนืองๆ ไทยต้องยกทัพไปปราบปรามเขมรหลายครั้ง

                 ความสัมพันธ์กับลาว

                 ความสัมพันธ์ระเหว่างอาณาจักรอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุตหรือล้านช้างของลาวนั้น  กล่าวได้ว่ามีไมตรีที่ดีต่อกันมาตั้งแต่เริ่มสร้างกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 1891

                  ต่อมาอาณาจักรอยุธยามีอำนาจเข้มแข็งขึ้น  เมืองต่างๆ ที่เคยขึ้นกับพม่า  เช่น  มอญ  ลาว  เป็นต้น  ต่างมาอ่อนน้อมขอเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยา  โดยทีกรุงศรีอยุธยาไม่ต้องส่งกองทัพเข้ารบพุ่งหรือบีบบังคับแต่อย่างใด  ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวจึงเป็นไปแบบเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันมาตลอด (ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันยืนยงมาจนกระทั่งถึงต้นรัชกาลที่ 3  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เจ้าอนุวงศ์ตั้งตนเป็นอิสระแต่ทำการไม่สำเร็จ  ลาวจึงอยู่ในฐานะเป็นประเทศราชของไทยมาจนถึงสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ลาวจีงตกไปเป็นของฝรั่งเศส)

                  ความสัมพันธ์กับพม่า

                 เดิมพม่ามิได้มีอาณาเขตติดต่อกับอาณาจักรอยุธยา  เพราะมีประเทศมอญขวางอยู่  และทางเหนือก็มีล้านนากั้นอยู่  พม่านั้นมีที่ตั้งลึกเข้าไปในแผ่นดิน  ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศไม่สะดวก  และผืนดินไม่สมบูรณ์จึงพยายามขยายอาณาเขตมายังดินแดนมอญ  เพราะเป็นประเทศอุดมสมบูรณ์อยู่ติดทะเล  ไปมาค้าขายกับนานาประเทศได้สะดวก

                สงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับพม่าครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กับ  สมเด็จพระไชยราชาธิราช   สมัยนั้นกรุงศรีอยุธยามีอำนาจครอบคลุมไปถึงหัวเมืองมอญบางแห่งด้วย  เมื่อพระเจ้าตะเบ็งซะเวตี้กษัตริย์พม่าตีกรุงหงสาวดีเมืองหลวงของมอญได้ใน พ.ศ. 2082  ชาวมอญจำนวนมากอพยพหนีมายังเมืองเชียงกรานเมืองประเทศราชของไทย  พม่าจึงถือเอาเป็นสาเหตุเข้าตีเมืองเมืองเชียงกราน  สมเด็จพระไชยราชาธิราชกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยูธยาเป็นฝ่ายยกไปตีคืนสำเร็จ  แต่การที่พม่าได้หัวเมืองมอญไว้ในอำนาจก้ทำให้พม่ามีเขตแดนติดต่อกับอาณาจักรอยุธยา   และเกิดการประจันหน้ากันแต่บัดนั้นมา

                การสงครามระหว่างพม่ากับกรุงศรีอยุธยาแทบทุกครั้งเกิดจากการรุกรานของพม่า  ตลอดสมัยอยุธยามีการทำสงครามกับพม่า  24  ครั้ง  กรุงศรีอยุธยาเป็นฝ่ายถูกรุกรานแทบทุกครั้ง  มีเพียง  3  ครั้ง  เท่านั้นที่กรุงศรีอยุธยาเป็นฝ่ายยกไปตีพม่า  คือ  ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพไปตีกรุงหงสาวดี  2  ครั้ง  เมื่อ พ.ศ. 2138  และ พ.ศ. 2142  และในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอีก  1  ครั้ง  เมื่อ พ.ศ. 2207

                                    

  

 

This free website was made using Yola.

No HTML skills required. Build your website in minutes.

Go to www.yola.com and sign up today!

Make a free website with Yola