สภาพสังคมทั่วไป

                      กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มมีแม่น้ำล้อมรอบ  ราษฎรตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง  เป็นครอบครัวขนาดใหญ่  มักจะมีปู่ย่าหรือตายายและหลานรวมอยู่ด้วย  มีความเป็นอยู่ง่ายๆ  ใฝ่ธรรมเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา  วัดเป็นศูนย์กลางของสังคม  เป็นที่เล่าเรียนของเด็กชายที่จะศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาต่างๆ  และเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของชุมชนในงานพิธีทางศาสนา  และเทศกาลงานประเพณีต่างๆ

                                                        

                  

                     ระบบศักดินา


                    สังคมอยุธยาเป็นสังคมของชนชั้น  คือ  มีการแบ่งชั้นว่าใครชั้นสูงกว่าใคร  การแบ่งชนชั้นนี้คงจะได้รับอิทธิพลมาจากขอมในสมัยสุโขทัย  และเมื่อตอนก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1  (พระเจ้าอู่ทอง)  แล้ว  เพียงแต่ยังไม่ชัดเจน  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงบัญญัติกฎหมายกำหนดให้บุคคลมีชั้นสูงต่ำกว่ากันตามศักดินา

                    ศักดินา   คือ  ศักดิ์ของบุคคลที่มีสิทธิที่จะถือครองกรรมสิทธิ์ในที่นาได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ หรือ  กล่าวสั้นๆ ว่า  ศักดินา คือ ศักดิ์ที่จะมีนา เช่น กฎหมายกำหนดว่าพระภิกษุผู้รู้ธรรมมีศักดินา  600  หมายความว่าพระภิกษุผู้รู้ธรรมแต่ละรูปมีศักดิ์ที่จะถือครองกรรมสิทธิ์ที่นาได้ 600 ไร่ หรือ ไพร่มีศักดินา 10 หมายความว่า ไพร่ทุกคนมีศักดิ์ที่จะมีที่นาได้คนละ10 ไร่ เป็นต้น

                   อย่างไรก็ตาม  ศักดินา  นี้คงเป็นเพียง ศักดิ์ หรือ สิทธิ์ที่จะมีที่นาเท่านั้นไม่จำเป็นต้องมีที่นาตามจำนวนที่กำหนดไว้จริงๆ  เช่น  กำหนดว่าสมุหนายกมีศักดินา 10,000 ก็มิได้หมายความว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งสมุหนายกจะต้องมีทีนาครบ 10,000 ไร่จริงๆ

                   องค์ประกอบของสังคมอยุธยา

                   เนื่องจากอยุธยาได้รับอิทธิพลจากเขมรในด้านต่างๆ เช่น  ศิลปวิทยา  ระบอบการปกครอง  และความเชื่อในเทพเจ้าและพิธีกรรมต่างๆ  ของศาสนาพราหมณ์  ทำให้ฐานะของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงจากพ่อขุนหรือปิตุราช  ไปในทางเป็นสมมุติเทพหรือเทวราชตามคตินิยมของพราหมณ์  เมื่อฐานะของพระมหากษัตริย์ได้รับการเทิดทูนเทียบเท่าเทพเจ้า  ฐานะของพระราชองค์  และข้าราชการผู้ใหญ่อื่นๆ  รองลงไปก็เพิ่มความสำคัญและมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะระบบศักดินาที่ได้รับอิทธิพลจากเขมรช่วยให้ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ราชการมีอภิสิทธิ์เหนือราษฎรสามัญ เกิดระบบเจ้าขุนมูลนาย  มีบ่าวมีทาสทำให้ประชาชนนิยมยกย่องระบบราชการ  มุ่งให้ลูกหลานเอาดีทางรับราชการมากกว่าจะสนใจทำการค้าหรืออาชีพอื่นซึ่งเป็นค่านิยมที่ฝังแน่นต่อมาช้านาน

                  สังคมอยุธยามีสถาบันต่างๆ  เป็นองค์ประกอบดังนี้

               1.พระมหากษัตริย์     ทรงดำรงฐานะเป็นเจ้าแผ่นดินและเจ้าชีวิต ทรงเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและทรงมีตำแหน่งสูงสุดในสังคม  ทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาดในการปกครองบริหารบ้านเมืองให้มีความสงบร่มเย็น  และป้องกันอาณาจักรให้ปลอดภัยจากการรุกราน

               2.เจ้านายคำว่า  เจ้านาย หมายถึง  เชื้อพระวงศ์ของพระมหากษัตริย์  เจ้านายเป็นชนชั้นที่ได้รับเกียรติยศ  อภิสิทธิ์   มาแต่กำเนิด  ส่วนจะมีอำนาจมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ทางราชการกำลังคนในความควบคุม  และการได้รับการโปรดปรานจากพระมหากษัตริย์

               3.ขุนนาง  หรือ  ข้าราชการข้าราชการเป็นชนชั้นที่มีอำนาจและอภิสิทธิ์   เป็นจักรกลในการบริหารการปกครองของพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่ควบคุมดูแลทุกข์สุขของราษฎรแทนพระมหากษัตริย์  โดยได้รับสิ่งตอบแทนในการทำงานเป็นยศ  ตำแหน่งอำนาจและทรัพย์สมบัติ

               4. พระสงฆ์      เป็นชนชั้นที่มีฐานะทางสังคมไม่เกี่ยวข้องกับการปกครองบ้านเมืองโดยตรงสมาชิกของสังคมสงฆ์มาจากชนชั้น  และเข้ามาอยู่ร่วมกันด้วยวิธีการบวชเท่านั้นฐานะของพระสงห์ได้รับการยอมรับนับถือเคารพกราบไหว้จากบุคคลทุกชั้นในสังคม  ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ลงมา

                5.ไพร่ คำว่า  ไพร่    หมายถึง  ราษฎรสามัญทั่วไปไพร่ที่เป็นชายจะต้องขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนายตามกฎหมายที่กำหนด  มูลนายของไพร่ คือ เจ้านาย  ขุนนางที่เป็นผู้บังคับบัญชาควบคุมไพร่  หรือเจ้าสังกัดของไพร่  ไพร่ในสมัยอยุธยาเป็นกลุ่มคนที่เป็นกำลังของบ้านเมือง   เป็นชนชั้นที่อยู่ใต้อำนาจการปกครองหรือถูกปกครอง  มีอิสรเสรีภาพตามข้อกำหนดของกฎหมาย  มีหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมือง    คือ  ต้องเป็นทหารออกสู้รบในยามสงคราม  ในยามปกติจะต้องถูกเกณฑ์มาเข้าเวรช่วยราชการ   สร้างสิ่งสาธารณะประโยชน์พัฒนาบ้านเมืองโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือค่าแรง  เมื่อพ้นกำหนดการเข้าเวรแล้วจะกลับไปอยู่กับครอบครัว  ประเกอบอาชีพของตนโดยอิสระ

               6.ทาสทาสเป็นกลุ่มชนชั้นต่ำสุดของสังคม  มีจำนวนน้อย  ทาสเป็นผู้ขาดอิสรภาพ  การตกเป็นทาสอาจเนื่องมาจากการเป็นเชลยหรือการขายตัวเป็นทาส  ทาสมีหน้าที่รับใช้นายทาสตามแต่นายจะมีประสงค์  นายทาสหรือเจ้าของทาสเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในตัวทาส  เสมือนหนึ่งว่าทาสเป็นทรัพย์สิ่งของธรรมดาอย่างหนึ่ง  จะเอาไปขายต่อหรือให้เช่าแรงงานก็ได้  จะลงโทษเฆียนตี  ใส่ขื่อคาอย่างไรก็ได้  ยกเว้นการลงโทษทาสจนถึงแก่ความตายนายทาสจึงจะมีความผิด  ทาสเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้บ้าง  มีศักดินา  5ไร่  มีสิทธิได้รับมรดกหรือทำสัญญาได้  ตลอดจนมีสิทธิไถ่ถอนตนเองเป็นอิสระได้  ด้วยเหตุนี้การเป็นทาสในสังคมไทยจึงมิได้เป็นไปอย่งถาวร  นอกจากทาสเชลยเท่านั้นที่ไม่มีโอกาสเป็นอิสร

         

  

 

This free website was made using Yola.

No HTML skills required. Build your website in minutes.

Go to www.yola.com and sign up today!

Make a free website with Yola