อาณาจักรโคตรบูร    พุทธศตวรรษที่ 1115


               อาณาจักรโคตรบูรคงจะถือกำเนิดขึ้นในระยะเวลบาใกล้เคียงกับอาณาจักรทวารวดี  คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 ครั้นต่อมาเมื่ออาณาจักรขอมรุ่งเรืองขึ้นและแผ่อำนาจ

               เข้ามาโคตรบูรเสื่อมสลายลงในพุทธศตวรรษที่ 15   โคตรบูรเคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองในบริเวณที่เป็นภาคตะวันออก เฉียงเหนือของไทย  และตอนกลางของลาวปัจจุบัน  เชื่อว่าศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณจังหวัดนครพนม  ตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นตำนานของหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวว่า  เมืองโคตรบูรตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง  บริเวณเมืองท่าแขกเก่าในเขตประเทศลาวปัจจุบัน

                  สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงแสดงไว้ในหนังสือ แสดงบรรยายพงศาวดารสยาม ว่า  โคตรบูรหรือพนมเป็นอาณาจักรหนึ่ง ตั้งราชธานีอยู่ที่นครพนม   คำว่าพนมนี้จีนเรียกว่า ฟูนัน  จากพระวินิจฉัยนี้  ทำให้เข้าใจว่าอาณาจักรโคตรบูรและฟูนันอาจเป็นอาณาจักรเดียวกัน  หรือมิฉะนั้นนครพนม ซึ่งเป็นที่ตั้งอาณาจักรโคตรบูรก็เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรฟูนันด้วย  จึงอาจสรุปได้ว่า อาณาจักรโคตรบูรตั้งอยู่ในบริเวณที่คาบเกี่ยวกับบริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรฟูนันมาก่อน  และคงจะได้รับอิทิพลทางศาสนาพุทธจากอาณาจักรฟูนัน  จึงมีการสร้างพระเจดีย์ที่เรียกว่า พระธาตุพนม  ขึ้นเป็นสิ่งเคารพบูชาทางศาสนาพุทธสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

                "ในราว พ.ศ.๗๐๐ ประเทศพนม เป็นประเทศรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ในอินโดจีน  ทางทิศตะวันตกของพนมมีประเทศเจนละ(เขมร) ถัดจากประเทศเจนละคือประเทศกิมหลินทางเหนือประเทศกิมหลินคือประเทศบูหลุน  พระมหาราชกรุงพนมได้ยกกองทัพเรือไปปราบประเทศในคาบมหาสมุทรมลายาได้กว่า ๑๐ ประเทศ ภายหลังให้รัชทายาทนามว่ากิมแซ ไปปราบประเทศกิมหลินได้(ราวพ.ศ.๗๗๓)

                 ประเทศสุวรรณภูมิและประเทศเล็กๆในสุวรรณภูมิทวีป(คาบมหาสมุทรมลายา)เป็นอิสระตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกอยู่ได้ ๕๐๐ ปี  ก็เป็นประเทศราชของประเทศพนม พระพุทธศาสนายังคงรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิทวีปตลอดมา  เพราะปรากฏตามหนังสือของภิกษุจาริกจีนว่า ดินแดนแถบนี้ยังคงมีพุทธศาสนารุ่งเรืองดีอยู่ ภิกษุอี้จิงจึงเรียกแถบนี้ว่า ดินแดนกิมหลิน ตามชื่อเก่า"



                  แต่ในตำนานพระธาตุพนมเล่าว่า"ในราว พ.ศ.๘ ศรีโคตรบูรตั้งเมืองหลวงอยู่ใต้ปากเซบ้องไฟ  อยู่เหนือสุวรรณเขตประเทศลาว  ครั้นต่อมาได้ย้ายเมืองหลวงมาตั้งอยู่เหนือธาตุพนม ในดงไม้รวกจึงมีนามว่า" มรุกขนคร"มีกษัตริย์ครองเมือง ๕ องค์ องค์สุดท้ายชื่อ พระยานิรุฏฐราช  บ้านเมืองเลยเกิดวิบัติล่มร้างเป็นบึงและป่า  ต่อมาในราวพ.ศ.๑๘๐๐ ปรากฏว่าได้ไปตั้งเมืองขึ้นใหม่อยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง  แต่เหนือที่เดิมมาก  ได้แก่เมืองเก่าใต้ท่าแขกประเทศลาวเดี๋ยวนี้"

               การที่อาณาจักรศรีโคตรบูรตั้งเมืองหลวงในพ.ศ.๘  นั้นน่าจะผิดพลาดเนื่องจากเวลาห่างจากปีที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระสมณฑูตออกไปประกาศพระศาสนาในปี พ.ศ.๒๓๖  ถึง ๒๒๘ ปี  (หากเป็นพุทธศตวรรษที่ ๘ คือ พ.ศ.๘๐๐   ก็น่าจะพอเชื่อถือได้บ้าง)  แต่มีข้อสนับสนุนตามตำนานว่า การสร้างพระธาตุพนมนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จไปประกาศพระศาสนาด้วยพระองค์เอง และในพ.ศ.๘ พระมหากัสสปะและท้าวพญาทั้งห้าพระองค์ได้สร้างพระธาตุโดยอัญเชิญพระอุรังคธาตุบรรจุไว้ในพระเจดีย์สูง ประมาณ ๘ เมตร       สำหรับ ท้าวพญา ๕ พระองค์ที่ร่วมสร้างพระธาตุพนมเมื่อพ.ศ.๘นั้น คือ พญานันทเสน ครองเมืองศรีโคตรบูร  พญาจุลณีพรหมทัต ครองแคว้นจุลณี  พญาอินทปัตถ์  ครองอินทปัตนคร  พญาคำแดง ครองเมืองหนองหารน้อย และพญาสุวรรณภิงคาร ครองเมืองหนองหารหลวง   ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ครองเมืองในอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์โบราณเมื่อครั้งที่ตั้งเมืองหลวงอยู่ใต้ปากเซบ้องไฟ ฝั่งสุวรรณเขตประเทศลาว

                 จากตำนานพระธาตุพนมนั้น อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์โบราณได้ตั้งขึ้นก่อนแล้วเมื่อพ.ศ.๘  ต่อมาได้มีการย้ายเมืองหลวงมาอยู่เหนือพระธาตุพนมฝั่งอาณาจักรสยาม  ดังนั้นเรื่องของอาณาจักรแห่งนี้จึงมีความแตกต่างกัน ดังนี้

                ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔๑๕ ครั้งสมัยอาณาจักรทวารวดีมีอำนาจอยู่นั้น  บริเวณสองฟากแม่น้ำโขงได้มีการตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่เรียกว่าอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ หรือ โคตรปุระ แปลว่า เมืองตะวันออก   โดยมีพระยาโคตรบอง  เป็นผู้ครองนคร  ดินแดนแห่งนี้มีเมืองสำคัญคือ เวียงจันท์ หรือเวียงจันทน์  หนองหานหลวง(สกลนคร)  มรุกขนคร(นครพนม)   เมืองจันทบุรี   ศรีสัตนาคนหต    ล้านช้างร่มขาว(หลวงพระบาง) เชียงใหม่    เชียงแสน    เชียงรุ้ง     เป็นต้น  

                 พ.ศ.๑๘๙๖   สมัยอยุธยาตอนต้น   พระเจ้าฟ้างุ้มทรงสถาปนานครเวียงจันท์ขึ้นเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรลาว

              พ.ศ. ๑๙๙๑ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช   ซึ่งเป็นกษัตริย์ครองอาณาจักรล้านนา ภายหลังได้อภิเษกพระธิดาของกษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง  ร่วมกันสร้างพระเจดีย์ศรีสองรักษ์ เพื่อเป็นสัญญลักษณ์แห่งมิตรภาพ (ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย)

              อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์นี้ได้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมา  และภายหลังได้เป็นอาณาจักรล้านช้าง(ปัจจุบันคือพระราชอาณาจักรลาว)   ในสมัยกรุงธนบุรีนั้นอาณาจักรลานช้างได้ตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรสยาม  ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นอาณาจักรสยามต้องเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสจึงทำให้อาณาจักรแห่งนี้ตกอยู่ใต้อำนาจฝรั่งเศสต่อมา


               โบราณสถานสำคัญของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์นั้นคือ  พระธาตุพนมที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นปูชนีย์สถานพุทธศาสนาสำคัญ โดยสร้างทับบนปราสาทขอมสมัยโบราณ        มีตำนานพระธาตุพนมว่า พระธาตุนี้ได้สร้างขึ้นในพ.ศ.๘ สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์โบราณฅโดยก่ออุโมงค์เป็นรูปเตามีประตูปิดเปิด๔ด้านสูง ๕เมตรสำหรับบรรจุพระอุรังคธาตุโดยมีผ้ากัมพลห่อไว้ภายในอุโมงค์  ต่อมาพ.ศ.๕๐๐ พระอรหันต์ทั้ง ๕  องค์คือ พระสังขวิชาเถระ   พระมหารัตนเถระ  พระจุลรัตนเถระ  พระมหาสุวรรณปราสาทเถระ และพระจุลสุวรรณปราสาทเถระ พร้อมด้วยพระยาสุมิตธรรมวงศา แห่งเมืองมรุกขนคร ได้ร่วมกันบูรณะพระธาตุพนมสูงประมาณ ๒๔ เมตรและอัญเชิญพระอุรังคธาตุออกมาประดิษฐานบนพานทองคำ   อมรฤาษีและโยธิกฤาษีไปเอาอุโมงศิลาบนยอดเขาภูเพ็กมาตั้งไว้ชั้นบนของพระธาตุชั้นที่ ๒ซึ่งอยู่สูง ๑๔ เมตรแล้วพระสุมิตธรรมวงศาได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุฐาปนาไว้บนเจดีย์ศิลานั้น   ต่อมาพระโพธิศาล ซึ่งครองเมืองหลวงพระบางเมื่อพ.ศ.๒๐๗๓-๒๑๐๓ นั้นได้ตำนานอุรังคธาตุ(ที่พระธาตุพนม)มาจากกัมพูชา จึงเกิดความศรัทธาและได้มาสร้างบริเวณภูกำพร้าขึ้นเป็นวัด  อุทิศข้าทาสให้แก่พระธาตุ   พระไชยเชษฐาธิราช โอรสของพระโพธิศาล ซึ่งสร้างเมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวง ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุพนมเมื่อพ.ศ.๒๑๕๗  ต่อมาพ.ศ.๒๒๓๓-๒๒๓๕ เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแห่งนครเวียงจันทน์ได้นำช่างมาจากเวียงจันทน์มาทำการบูรณะพระธาตุพนมต่อเติมจนสูง ๔๗ เมตรโดยพ่อออกพระขนานโคตพร้อมด้วยบุตรภริยาได้"นำเอาอูบพระชินธาตุเจ้าที่จันทรปุระ(เวียงจันทน์)มาฐาปนาที่ธาตุปะนม"และบรรจุพระพุทธรุปเงิน-ทอง แก้วมรกต อัญมณีมีค่าไว้มากมาย   และพ.ศ.๒๔๘๓-๘๔ กรมศิลปากรได้ทำบูรณะพระธาตุให้สูงขึ้นเป็น ๕๗ เมตร  หลังจากนั้นก็มีการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่เสมอ   ครั้นเมื่อวันที่  ๑๑  สิงหาคม  พ.ศ.๒๕๑๘  เวลา  ๑๙.๓๐ น.  เศษ  องค์พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงมาทั้งองค์ ยอดพระธาตุฟาดมาทางทิศตะวันออก  กรมศิลปากรได้บูรณะตามแบบเดิมเสร็จใน  พ.ศ. ๒๕๒๒ 

 

This free website was made using Yola.

No HTML skills required. Build your website in minutes.

Go to www.yola.com and sign up today!

Make a free website with Yola